ถ้าคุณรู้สึกว่าเว็บไซต์ของคุณควรจะติดอันดับ Google ดีกว่านี้ แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มแก้ตรงไหน บทความนี้จะช่วย ก่อนคิดเรื่อง content หรือ backlink ต้องตรวจสอบ technical SEO พื้นฐานให้ผ่านก่อน เพราะถ้าโครงสร้างเว็บมีปัญหา content ดีแค่ไหนก็ไม่ติดอันดับ
Checklist 8 ข้อต่อไปนี้คือสิ่งที่ Google ใช้ตัดสินคุณภาพทางเทคนิคของเว็บไซต์ ใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 30-45 นาที และส่วนใหญ่ทำได้ด้วยเครื่องมือฟรี
Technical SEO คืออะไรและทำไมต้องตรวจก่อนคอนเทนต์
Technical SEO คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณ "ครอว์ลได้ เข้าใจได้ จัดอันดับได้" สำหรับ Google และ search engine อื่น ๆ มันไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่คุณเขียน แต่เกี่ยวกับโครงสร้างที่ทำให้ Google เข้าถึงเนื้อหานั้น
ถ้า technical SEO มีปัญหา ผลที่ตามมาคือ Google อาจ index ไม่ครบ หรือ index หน้าผิด หรือเข้าใจ context ผิดทั้งเว็บ คุณจะเขียน content คุณภาพแค่ไหนก็ไม่ช่วย เพราะ Google ไม่เคยเห็นมันอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก
Checklist 8 ข้อสำหรับ Technical SEO
1. ความเร็วของเว็บไซต์ (Core Web Vitals)
ตรวจสอบที่ PageSpeed Insights ใส่ URL หน้าหลักและหน้าหลักของหมวดหมู่สำคัญ ดูค่า 3 ตัว ได้แก่ LCP (ควรต่ำกว่า 2.5 วินาที), INP (ต่ำกว่า 200ms) และ CLS (ต่ำกว่า 0.1)
ถ้าค่าใดเกิน threshold สาเหตุที่พบบ่อยคือรูปภาพไม่ได้ optimize, JavaScript ที่ไม่ได้ใช้งาน หรือ web font ที่โหลดช้า แก้ทีละจุดและตรวจสอบใหม่ทุกครั้ง
2. Mobile-Friendly และ Responsive
Google ใช้ mobile-first indexing หมายความว่าจะตัดสินอันดับจากเวอร์ชั่นมือถือเป็นหลัก เปิดเว็บบนมือถือจริง ๆ และดูว่าตัวอักษรเล็กเกินไปไหม ปุ่มกดยากไหม รูปภาพล้นหน้าจอไหม
ใช้ Mobile-Friendly Test ของ Google เพื่อตรวจสอบอัตโนมัติ และดูใน Search Console ที่ Mobile Usability ว่ามี issue ไหม
3. Indexing และ Coverage
เปิด Google Search Console ที่ Pages > Indexing ดูว่ามีกี่หน้าที่ indexed กี่หน้าที่ Not indexed สาเหตุที่หน้าควรจะ index แต่ไม่ index มักเป็น noindex tag, robots.txt block หรือ canonical ชี้ไปหน้าอื่น
ตรวจสอบว่าไม่มีหน้าสำคัญที่ตั้ง noindex ไว้โดยไม่ตั้งใจ และตรวจสอบ robots.txt ว่าไม่ได้ block หน้าที่ต้องการให้ Google ครอว์ล
4. Sitemap และการส่งเข้า Search Console
Sitemap คือไฟล์ XML ที่บอก Google ว่ามีหน้าอะไรบ้างในเว็บ ตรวจสอบว่าเว็บมีไฟล์นี้ (ลองเข้า /sitemap.xml หรือ /sitemap-index.xml) และ submit เข้า Search Console แล้ว
Sitemap ควรมีเฉพาะหน้าที่ canonical และ indexable เท่านั้น ไม่ควรมีหน้าที่ตั้ง noindex หรือหน้าที่ redirect
5. Structured Data (Schema Markup)
Schema คือ JSON-LD ที่ช่วย Google เข้าใจประเภทของเนื้อหา เช่น Article, LocalBusiness, Product, FAQ ใส่ schema ที่เหมาะกับประเภทของหน้า ใช้ Rich Results Test เพื่อตรวจสอบว่า schema ถูกต้อง
Schema ที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจในไทยคือ LocalBusiness (สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน), Article (สำหรับบล็อก), FAQPage (สำหรับหน้าที่มีคำถามคำตอบ) และ Product (สำหรับ e-commerce)
6. Internal Linking
Google ใช้ลิงก์ภายในเว็บเพื่อเข้าใจว่าหน้าไหนสำคัญและหน้าใดเกี่ยวข้องกัน หน้าหลัก (homepage) ควรลิงก์ไปหน้าหมวดหมู่ทั้งหมดในไม่กี่คลิก หน้า service ควรลิงก์ไปบทความที่เกี่ยวข้อง บทความควรลิงก์ไป service
ตรวจสอบหน้า "orphan" คือหน้าที่ไม่มีลิงก์ภายในชี้ไป Google จะหาหน้านั้นยากและจัดอันดับยาก
7. Canonical URLs
Canonical tag บอก Google ว่าเวอร์ชันไหนของหน้าคือเวอร์ชันหลักที่ควรจัดอันดับ ตรวจสอบว่าทุกหน้ามี canonical ที่ชี้กลับมาหาตัวเอง (self-referencing) เพื่อป้องกัน duplicate content
ถ้าเว็บมีพารามิเตอร์ใน URL เช่น ?utm_source=facebook ควร canonical กลับไปที่ URL หลักที่ไม่มีพารามิเตอร์
8. Hreflang สำหรับเว็บหลายภาษา
ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ต้องใส่ hreflang tag เพื่อบอก Google ว่าหน้าไหนเป็นภาษาอะไร และคู่ภาษาคือหน้าไหน ถ้าใส่ผิด Google อาจแสดงหน้าภาษาอังกฤษให้คนที่ค้นหาภาษาไทยและกลับกัน
วิธีใช้ Checklist นี้ในทางปฏิบัติ
ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในวันแรกตรวจสอบทั้ง 8 ข้อและจดสิ่งที่ต้องแก้ จัดลำดับความสำคัญตาม impact และ effort เริ่มจากข้อที่ impact สูง effort ต่ำก่อน
ส่วนใหญ่ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในเว็บไซต์ไทยคือ Core Web Vitals (รูปภาพไม่ optimize), missing schema, และ internal linking ที่ไม่ครอบคลุม สามข้อนี้ถ้าแก้ได้ ส่งผลต่ออันดับชัดเจนภายใน 4-8 สัปดาห์
ถ้าต้องการให้ทีมของเราช่วย audit เว็บไซต์ของคุณและทำ technical SEO ให้พร้อมแข่ง ดูรายละเอียดที่ บริการ SEO ของเรา